 ครูบี สุชัญญ์ญา หาญโรจนวุฒิ Profile : อายุ : 36 ปี การศึกษา : นิติศาสตร์บัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หน้าที่การงาน : ครูสอนร้องเพลงส่วนตัว และรายการ Academy Fantasia ผู้ประนีประนอม ศาลอาญากรุงเทพใต้
ด้วยบุคลิกที่อ่อนโยน สดใส และมีรอยยิ้มระบายอยู่บนใบหน้าเสมอ ทำให้หลายคนที่ติดตามรายการ Academy Fantasia ไม่เพียงแต่ชื่นชอบนักล่าฝันเท่านั้น แต่ยังชื่นชม “ครูบี” ครูสอนร้องเพลงคนสวยแห่งบ้าน AF คนนี้ไม่แพ้กัน หากใครสงสัยว่าครูบีมีเทคนิคอย่างไรถึงร้องเพลงเพราะขนาดนี้ หรือดูแลตัวเองอย่างไรถึงดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอล่ะก็ ต้องติดตามบทสัมภาษณ์นี้ค่ะ
ครูบีเข้ามาสอนในบ้าน AF ได้อย่างไรคะ "เป็นเรื่องบังเอิญมากค่ะ บีเรียนด้านนิติศาสตร์มา ก็ไม่ได้คิดเหมือนกันว่าจะได้เข้ามาทำตรงนี้เพราะไม่เกี่ยวกับด้านที่เรียนมาเลย แต่ตอนเรียนอยู่ที่จุฬาฯบีเป็นสมาชิก CU Band แล้วพอรุ่นพี่เห็นคนไหนมีแววก็จะดึงตัวไปช่วยงาน ปรากฏว่าไปๆ มาๆ ก็เลยได้เข้ามาทำตรงนี้เต็มตัว ทั้งเรื่องร้องเพลง พากย์การ์ตูน ร้องเพลงการ์ตูน งานโฆษณา การได้เข้ามาสอน AF ก็เป็นความบังเอิญส่วนหนึ่งด้วยนะคะ คือบีรู้จักกับพี่ปุ้ม พงษ์พรหม ที่อยู่ Genx Academy เคยทำงานด้วยกันมาเป็นสิบปีแล้ว และตอนนั้นพี่ปุ้มมีหน้าที่จัดหาบุคลากรเข้าไปในบ้าน AF พอเจอกันอีกพี่ปุ้มก็ถามว่าสนใจไหม ตอนแรกก็กังวลเหมือนกันนะคะ เพราะเราเคยสอนแต่แบบ private แล้วก็สอนศิลปินที่ RS ซึ่งไม่ได้ให้ใครมาเห็นเวลาเราสอน ถ้ามีกล้องถ่ายอยู่ตลอดออกมาแล้วจะเป็นยังไง จะดูตลกไหม เพราะเวลาเราสอนก็จะเต็มที่ทั้งหน้าตาและท่าทาง (หัวเราะ) เราก็ถามว่าแน่ใจนะ พี่ปุ้มก็บอกว่าบีทำงานตรงนี้มามาก น่าจะสอนเด็กๆ ได้ และด้วยบุคลิกก็น่าจะตรงกับครูที่ต้องการคือไม่ดูสูงอายุจนเกินไป เข้ากับเด็กๆ ได้และสอนเพลงได้หลายสไตล์ค่ะ”
ประสบการณ์เลี้ยงน้องเบลล่าเป็นยังไงบ้างช่วยเล่าให้ฟังหน่อยสิคะ “สามเดือนแรกนี่ โอ้โห! สาหัสมาก เพราะว่าลูกไม่ยอมนอนกลางคืน ตอนนั้นเครียดง่ายมาก ร้องไห้ น้ำหนักลด อาจจะเป็นเพราะฮอร์โมนเปลี่ยนหลังคลอดด้วยค่ะ พี่โบทก็พาไปกินข้าวสองคน แต่กลายเป็นว่าเรายิ่งทรมาน คิดถึงลูก รู้สึกผิดที่ทิ้งลูกมา เลยขอพี่โบ๊ทว่าครบสามเดือนเราขอพาลูกไปด้วยทุกที่ได้ไหม พี่โบ๊ทก็น่ารักมาก เค้าเห็นด้วยเพราะรักและคิดถึงลูกเหมือนกัน เราก็เลยกระเตงกันไปแทบทุกที่เลย ไปพัทยาบ้าง หัวหินบ้าง บางทีก็ไปช็อปปิ้ง พาลูกไปเรียน Gymboree บ้างค่ะ”
ช่วยเล่าความรู้สึกที่ได้เข้าสู่บ้าน AF เป็นครั้งแรกหน่อยสิคะ “ในปีแรกที่เข้าไปก็จะขัดเขิน การที่เรารู้ว่ามันจะมีกล้องจับอยู่ทุกมุมของบ้านเนี่ยทำให้เราเกร็งๆ บ้าง แต่พอเข้าไปสัก 2 อาทิตย์ก็จะชินแล้ว เพราะถึงแม้จะมีกล้องอยู่ทุกมุมแต่ก็มีออกอากาศของครูท่านอื่นสลับๆ กันไป เราก็รู้สึกว่าบางทีกล้องอาจจะไม่ได้ถ่ายเราอยู่ ก็เลยสบายๆ ค่ะ ทำงานได้สนุกขึ้นแล้วก็ค่อยๆ ปรับตัวเข้ากับรายการได้”
ครูบีรู้สึกยังไงบ้างกับน้องๆ ในบ้าน AF คะ “น้องๆ แต่ละปีน่ารักค่ะ ส่วนหนึ่งเราก็ได้เห็นนิสัยใจคอก่อนเข้าบ้านแล้ว พอเข้าไปในบ้านก็จะยิ่งเห็นตัวตนของเค้ามากขึ้นเพราะต้องอยู่ด้วยกันถึง 3 เดือน อย่างปีหลังๆ นี่ทางรายการค่อนข้างจะมีกิจกรรมให้ครูกับน้องๆ ทุกคนได้ทำความรู้จักกันมากขึ้นด้วย น้องแต่ละคนก็มีความเก่งกันไปคนละแบบค่ะ”
นักเรียนแต่ละคนมีบุคลิกและความถนัดต่างกันแบบนี้ ครูบีมีวิธีสอนยังไงคะ “เข้าไปแรกๆ ก็จะต้องจับจุดนิสัยเค้าก่อนค่ะ จริงๆ บีว่าทุกคนก็จะมีพื้นฐานเหมือนกันหมดคือถ้าเรายิ่งดุใส่เค้าจะยิ่งรู้สึกต่อต้าน หรือบางคนหากยิ่งอ่อนให้มากๆ จะยิ่งไม่ยอมทำการบ้านที่เราสั่ง ต้องดูว่าคนไหนชอบไม้อ่อนเราก็อ่อนหน่อย บางคนต้องบังคับนะก็จะเข้มงวดขึ้นมาหน่อย แต่เด็กๆ จะชอบไม้อ่อนมากกว่า (หัวเราะ) เค้าจะชอบให้เราพูดจานุ่มนวลกับเค้า เหมือนกับว่าเค้าจะได้ไม่เครียดเพราะอยู่ในบ้านมันก็เครียดพออยู่แล้ว”
“สมมติร้องเพลงดี แต่การพูดจาไม่ดีมันก็จะขาดเสน่ห์ไปแล้ว หรือทุกอย่างดีหมดแต่เดินหลังค่อม หน้างอตลอด ก็คงจะเหนื่อยหน่อย เพราะจุดมุ่งหมายที่ปลายทางก็คือการเป็นศิลปิน คุณต้องพร้อมที่จะเป็นศิลปิน ไม่ใช่เป็นใครก็ไม่รู้ที่หาตัวเองไม่เจอ”
จากหลายๆ season ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ไหนที่ประทับใจเป็นพิเศษไหมคะ “ก็มีเยอะนะคะ โดยเฉพาะน้ำใจของเด็กทุกคนที่คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน อย่างปีที่แล้วก็มีเหตุการณ์ที่คิดว่าทุกคนคงจำได้คือน้องกู๊ดชัก คลาสนั้นเป็นคลาสที่บีสอนพอดี บังเอิญว่าช่วงนั้นเป็นปลายสัปดาห์แล้ว กำลังจะขึ้นเวที เค้าก็รู้สึกว่าบางอย่างยังทำได้ไม่ดี เค้ามาบอกกับบีว่า ‘ครู ทำไมปลายนิ้วหนูชาๆ’ บีก็ถามว่ามันเป็นอาการแสดงว่าจะชักหรือเปล่า น้องบอกว่าก็คล้ายๆ แต่คราวนี้เป็นไม่แรงมาก เราก็บอกว่าถ้าอย่างงั้นพักก่อนไหมลูก เลยให้เค้านั่งพัก ก็พอดีกรีนเดินเข้ามาแล้วทักว่าทำไมกู๊ดนิ่งไป พอหันมาดูอีกทีน้องกู๊ดเหมือนคนเหม่อ แต่จริงๆ คือเค้าชักไปแล้ว มือหงิกแล้ว เราก็ตกใจมาก น้องคนอื่นก็รีบเข้ามาดูแล้วอุ้มน้องไปขึ้นรถที่ทีมงานเตรียมไว้เลย ตอนนั้นทุกคนก็วิ่งกันโกลาหลเลยค่ะ บีก็พยายามนวดเค้า เรียกเค้าให้ได้สติ คุณหมอเคยสอนมาว่าถ้าเกิดอาการให้เอาถุงกระดาษเจาะรูนิดหนึ่งแล้วเอามาปิดตรงช่วงปาก เพราะบางทีอาการชักเกิดจากการที่ออกซิเจนเยอะไปด้วย น้องๆ เค้าก็วิ่งหาถุงกันทั่วบ้าน ต่างคนต่างก็วุ่นช่วยกันเพราะตอนนั้นน้องกู๊ดเริ่มอาเจียน ทุกคนเป็นห่วงกันมาก ปรากฏว่าพอกู๊ดขึ้นรถไป มิคกี้ก็เครียดตามเพื่อนไปอีกคน เป็นเหตุการณ์ที่ทั้งตกใจด้วย ประทับใจด้วย เพราะเด็กทุกคนก็รักกันดี ช่วยเหลือเป็นห่วงกันทุกอย่างค่ะ
ประสบการณ์สอนร้องเพลงในบ้าน AF ให้อะไรกับครูบีบ้างคะ “ให้เยอะนะคะ การทำรายการเรียลลิตี้เนี่ยคนที่ไม่เคยเข้าไปอาจจะไม่รู้ว่ามันไม่มีสคริปต์อย่างที่หลายคนเข้าใจผิด เราต้องแก้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าโดยไม่มีโอกาสรู้ล่วงหน้าเลย อย่างการที่น้องกู๊ดชักก็ไม่มีใครรู้มาก่อน ปกติทางรายการจะพาน้องๆ ไปตรวจสุขภาพให้ละเอียดก่อนเข้าบ้าน แต่เรื่องชักนี่เป็นเรื่องเหนือความคาดหมายจริงๆ น้องเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะเป็นขนาดนั้น เลยเหมือนกับว่าจะทำอะไรสักอย่างเราต้องเตรียมพร้อมเสมอ ต้องคิดเผื่ออนาคตด้วย แต่ในมุมสนุกๆ ก็คือมีอะไรแปลกๆ น่าตื่นเต้นอยู่เสมอด้วยเช่นกัน เช่นมีโจทย์ใหม่ๆ ให้น้องทำ บางอย่างน้องทำไม่ได้ครูก็ต้องคิดหาสารพัดวิธีที่จะช่วยให้เค้าทำให้ได้เป็นต้นค่ะ”
ครูบีมีคำแนะนำอะไรสำหรับนักล่าฝันรุ่นต่อๆ ไปบ้างคะ “แน่นอนว่าจะต้องมีพื้นฐานที่ดีระดับหนึ่งเพื่อที่จะเอาไปพัฒนาต่อได้ไม่ยากเกินไปภายในระยะเวลาที่กำหนด ต้องพยายามหาหาจุดเด่นให้กับตัวเอง เสื้อผ้า หน้า ผม สุขภาพ รูปร่างก็สำคัญ รวมถึงบุคลิกภาพด้วย สมมติร้องเพลงดี แต่การพูดจาไม่ดีมันก็จะขาดเสน่ห์ไปแล้ว หรือทุกอย่างดีหมดแต่เดินหลังค่อม หน้างอตลอด ก็คงจะเหนื่อยหน่อย เพราะจุดมุ่งหมายที่ปลายทางก็คือการเป็นศิลปิน คุณต้องพร้อมที่จะเป็นศิลปิน ไม่ใช่เป็นใครก็ไม่รู้ที่หาตัวเองไม่เจอ เด็กบางคนมาเตรียมตัวแบบกระชั้นชิดตอนที่ใกล้จะออดิชั่นนี่บอกได้เลยว่าไม่ทันแล้ว บางทีต้องเตรียมตัวกันเป็นปีหรือมากกว่า ต้องตรวจตราตัวเอง บางทีดูเองคนเดียวอาจจะไม่เวิร์คต้องมีผู้ช่วยด้วยอย่างพ่อ แม่ หรือเพื่อนที่กล้าพูดตรงๆ ให้เรารู้จุดอ่อนแล้วก็แก้ไขไป หากเตรียมตัวมาดีก็ไม่มีอะไรยาก ที่เหลือขึ้นอยู่กับดวงค่ะ (ยิ้ม)”
พอยกตัวอย่างการเตรียมตัวที่ดีสำหรับการร้องเพลงได้ไหมคะ “โดยทั่วไปนักร้องต้องเตรียมสุขภาพร่างกายค่อนข้างเยอะ เพราะว่าอาวุธที่ใช้ในการร้องเพลงก็คือร่างกายและจิตใจ แค่คุณอารมณ์ไม่ดีคุณก็ร้องเพลงไม่เพราะแล้ว ต้องมีสมาธิ มีการฝึกซ้อมที่ดี สม่ำเสมอ เพราะการร้องเพลงต้องใช้กล้ามเนื้อ บางครั้งเวลาซ้อมกับขึ้นโชว์จริงมันไม่เหมือนกัน ใครไม่เคยอาจจะไม่รู้ว่ามันตื่นเต้นมากเลยนะ บางคนจะเห็นเลยว่ามือสั่น ขาสั่น แต่คนที่เก่งเนี่ยต่อให้สั่นยังไงก็จะคุมเสียงเอาไว้ได้ ในเรื่องร่างกายเราคงไม่สามารถทำให้มันหายสั่นได้ แม้กระทั่งนักร้องรุ่นพี่ที่เก่งๆ ร้องเพลงมานานบีเคยถามดูเค้าก็ยัง บอกว่า ‘เชื่อไหม ชั้นร้องเพลงมา 20-30 ปี ขึ้นเวทีทุกครั้งก็ยังสั่นทุกครั้ง’ (หัวเราะ) เทคนิคการทำให้เสียงนิ่งบางคนก็ใช้วิธีออกกำลัง เพราะการที่เราตกใจหรือตื่นเต้นมันจะอาการเดียวกับที่เราเหนื่อยมากๆ ต้องลองทำให้ร่างกายเราเหนื่อยมากๆ แล้วร้องเพลงโดยคุมเสียงเอาไว้ให้ได้มากที่สุด การคุมเสียงจะดีขึ้นค่ะ เพราะกล้ามเนื้อที่ใช้ในการร้องเพลงจะแข็งแรงขึ้น”
แล้วครูบีเตรียมพร้อมสุขภาพตัวเองอย่างไรบ้างคะ “บีไม่ได้ออกกำลังกายอย่างจริงจัง แต่เวลาไปไหนบีจะอาศัยพวกรถไฟฟ้า เพราะบีขับรถไม่เป็น (หัวเราะ) ต้องเดินขึ้นลงบันไดตลอด ถือเป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่งเหมือนกัน แล้วก็ต้องนอนให้พอ อันนี้สำคัญมากๆ บีจะไม่ได้เลือกอาหารมากนักแต่บางอย่างจะระวัง เช่นของมัน ของทอด ของที่มีรสเผ็ดจัด เค็มจัด จะพยายามงดก่อนร้องซักวันนึง เพราะพวกนี้ทำให้คอเราไม่โล่ง และก่อนร้องซักวันสองวันบีจะพยายามใช้เสียงให้น้อยลง เพราะถ้าใช้เยอะๆ วันรุ่งขึ้นเสียงจะแหบ แล้วก็เลือกดื่มน้ำอุณหภูมิห้อง อุ่นนิดหน่อยก็ได้แต่อย่ามากเกินไป เพื่อให้ร่างกายปรับตัวอย่างธรรมชาติที่สุด อีกเรื่องที่บีใส่ใจคือการทานผลิตภลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพราะบีว่าคนเราอายุมากขึ้นร่างกายก็เริ่มเสื่อมลง บางทีเราทานอาหารเข้าไปเยอะแต่ร่างกายกลับดูดซึมได้น้อย ทำให้ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ตรงนี้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจะมีส่วนช่วยบำรุงได้เยอะ แต่ก่อนบีเชื่อว่าไม่จำเป็นหรอก มันมีอยู่ในอาหารที่เราทานอยู่แล้ว แต่พอมาทาน DHC Alpha-Lipoic Acid+Co Q10 และ DHC Collagen รู้สึกได้เลยว่าผิวและเล็บเราแข็งแรงขึ้น อย่างผมของบีปกติก็ไม่ได้แย่แต่บางช่วงที่เราเหนื่อยหรือเพลียมากๆ จะเห็นได้เลยว่าเส้นผมไม่เงา ดูไม่สวย พอทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไปสักอาทิตย์นึงมันก็จะเห็นผลเลยว่าดีขึ้น ค่อนข้างไวมากๆ เลยรู้สึกว่ามันจำเป็นนะคะ และเดี๋ยวนี้ก็มีผลิตภัณฑ์ที่ดีๆ เยอะ เราก็เลือกให้เหมาะสมกับร่างกายในปริมาณที่จำเป็น เพราะอะไรที่เยอะไปคงไม่ดี บางยี่ห้อที่บีไม่มั่นใจบีก็จะไม่กล้าทานเพราะไม่รู้ว่ามันจะอยู่กับเรานานแค่ไหน ไม่เหมือนสกินแคร์ที่ทาแค่ผิวภายนอก เป็นอะไรขึ้นมายังแก้ได้ไม่ยากมาก 28 วันเซลล์ก็ผลัดออกแล้ว ถ้ามันมีอย. หรือมีคนใกล้ตัวที่ทานแล้วคอนเฟิร์มว่าดีอย่างน้อยเราก็สบายใจขึ้น จะว่าเราช้าก็ไม่เป็นไรค่ะ (หัวเราะ)”
|